ใครนอนกรน..ยกมือขึ้น

 

นอนกรน ใครคิดว่าไม่สําคัญ
     เรามักเข้าใจผิดกันมานานแล้ว ว่าคนนอนหลับสนิทต้องมีอาการกรนร่วมด้วย ยิ่งกรนดังก็หมายถึง คนนั้นๆกําลัง นอนหลับฝันดีทีเดียว และคนที่นอนกรนก็มักจะมีรูปร่างที่อ้วนใหญ่ ผู้สูงอายุ ผู้ที่จมูกอักเสบ คนที่ทํางานหักโหม ผู้ที่นิยมทานยานอนหลับ ดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่จัด เป็นต้น และพบมากในเพศชายกว่าหญิง ซึ่งคนเหล่านี้ มักมี อาการง่วงนอนทุกสถานที่ หลับได้ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นบนรถ ขับรถติดไฟแดง เผลอๆ อาจขับรถประสบ อุบัติเหตุเลยก็มี นั่งประชุม นั่งเรียน อ่านหนังสือ ตื่นเช้ามาไม่สดใส วันๆอยากจะนอนเพียงอย่างเดียว ถ้าจะบอกว่า การนอนกรนเป็นการนอนหลับที่ดี และเพียงพอร่างกาย และสมองจะต้องได้รับการพักผ่อนเต็มที่ ทําไม? คนๆนั้น จึงมีอาการง่วงนอนอยู่ตลอดตื่นมาไม่สดใส ร่างกาย ไม่กระปรี้กระเปร่า แถมยังขี้หงุดหงิดอีกด้วย เพราะอะไร? และอะไร? ที่แอบแฟงมากับการนอนกรน
ทําไมนอนกรนจึงเป็นปัญหาการนอนหลับ?
     ฉะนั้นเรามารู้จักกันดีกว่าว่ากรนคืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร? กรน เกิดขึ้นได้เมื่อมีลมหายใจผ่านเข้าออกแรงขึ้น บริเวณช่องทางเดินอากาศ เกิดลมกระแทกบริเวณลําคอ เนื้อเยื่อ โดยเฉพาะเพดานอ่อน ลิ้นไก่ ทําให้เกิดการ สั่นสะเทือน เกิดเป็นเสียงกรนขึ้น ลมหายใจที่แรงขึ้นนี้เกิดเนื่องจากมีการอุดกั้นทางเดินหายใจขณะนอนหลับตั้งแต่ช่วงจมูก ลงไปจนถึงคอ เกิดขึ้นใดช่วงใดช่วงหนึ่งก็ได้หรือหลายๆ ช่วง ด้วยกันในแต่ละคืน มักเกิดในท่านอนหงายซึ่งลิ้นมี การตกไปข้างหลังมากขึ้น เพราะว่าขณะหลับกล้ามเนื้อทุกส่วนผ่อนคลายตัว รวมทั้งกล้ามเนื้อหายใจด้วย ในคน อ้วนผนังคอด้านในหย่อน ช่วงคอแคบลง อายุมากขึ้น เพดานอ่อน ลิ้นไก่ย้วยยาวมากขึ้น ผนังคอระคายเคืองจาก ควันบุหรี่ หรือดื่มสุรา เสียงกรนจะดังมาก หรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่าช่องทางเดินอากาศถูกอุดกั้นมากน้อยเพียงใด ถ้า ช่องทางเดินอากาศแคบมาก เสียงกรนก็ยิ่งดัง แต่ถ้าเสียงกรนเงียบหายไป นั่นเป็นสัญญาณบอกเหตุได้ว่าอาจเกิด ภาวะหยุดหายใจ คือ ไม่มีอากาศผ่านเข้าออก ถ้าภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยๆ และหยุดเป็นเวลานานถือว่าผิดปกติ ทาง การแพทย์ เรียกว่า “Sleep Apnea Syndrome”
     สาเหตุของการนอนกรน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่กลไกดังกล่าวก็มีปัจจัยนําให้เกิด คือ
 1. อายุ เมื่ออายุมากขึ้นกล้ามเนื้อ หรือเนื้อเยื่อต่างๆ ก็หย่อนไปตามอายุ ทําให้เกิดการกรนได้ง่าย
 2. อ้วน ไขมันที่มีการสะสมรอบบริเวณลําคอ จะทําให้ช่องทางเดินหายใจแคบลง ได้เช่นกัน
 3. ลักษณะทางโครงสร้างของใบหน้า และลําคอ คนที่คางสั้น คอสั้นมีโอกาสกรนได้มากกว่าคนทั่วไป
 4. การดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาบางประเภท ที่ส่งผลให้แรงตึงตัวของกล้ามเนื้อต่างๆ ลดลงการตอบสนองของร่างกาย ลดน้อยลง ต่อภาวการณ์ขาดออกซิเจนจนเกิดผลเสียต่อระบบสมอง หลอดเลือด และหัวใจได้เช่นกัน
 5. การสูบบุหรี่ ควันบุหรี่จะทําให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินหายใจ ประสิทธิภาพการทํางานลดน้อยลง เกิดผลเสียต่อร่างกายได้
 6. จมูกอุดกั้น แน่นจมูกเรื้อรัง อาจเกิดเนื่องจากโรค หรือภาวะใดๆ ก็ตามที่ส่งผลต่อจมูก โครงสร้างของจมูก เช่น เป็นหวัด ภูมิแพ้ เป็นต้น
 
     จากสาเหตุดังกล่าว ทําให้เราสามารถแบ่งความผิดปกติ ในการนอนกรน ได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
 1. การกรนแบบธรรมดา (ไม่เป็นอันตราย) คือ มีอาการกรน โดยทั่วไปที่ไม่มีภาวการณ์หยุดหายใจ เกิดเสียงดังขึ้น ขณะหายใจเป็นจังหวะ และต่อเนื่อง อาจเกิดเนื่องจากช่องทางเดินอากาศแคบลง เนื่องจากกล้ามเนื้อหย่อนตัว หรือคลายตัว ลิ้นตกไปด้านหลัง โดยทั่วไปไม่มีปัญหา เพราะปกติช่องทางเดินอากาศก็กว้างอยู่แล้วเพียงแต่แคบ ลงเล็กน้อย ยังสามารถหายใจได้ตามปกติ ไม่เกิดอันตรายต่อร่างกาย แต่อาจก่อความรําคาญให้กับคนรอบข้าง บ้าง ซึ่งอาจกรนเฉพาะท่านอนหงาย หรือกรนในทุกการนอน
 2. การกรนแบบก่อโรค การกรนลักษณะ เช่นนี้ค่อนข้างอันตราย เนื่องจากมีการอุดกั้นช่องทางเดินอากาศค่อนข้าง สมบูรณ์ ทําให้อากาศไม่สามารถผ่านเข้าออกสู่ปอดได้ เนื่องจากเพดานอ่อน ลิ้นไก่ กล้ามเนื้อรอบๆ ลําคอคลาย ตัว หรือลิ้นมีขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เกิดเสียงกรนดังไม่เป็นจังหวะ ไม่สมํ่าเสมอ มีเสียงกรนเงียบหายเป็น จังหวะๆ พร้อมกับหยุดหายใจ ในแต่ละช่วงนานเกิน 10 วินาที มีอาการสะดุ้ง ตื่น ไอ สําลักนํ้าลาย หรือต้องตื่น ขึ้นมาตลอด นอนหลับไม่สนิท อาจเกิดขึ้นหลายสิบครั้ง หรือเป็นร้อยๆ ครั้งต่อคืนเลยก็ได้ และมีออกซิเจนใน เลือดตํ่ากว่าปกติ หรือที่เรียกว่า “Sleep Apnea Syndrome” ในปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับการนอนกรน จาก การศึกษาพบว่ามีผู้นอนกรนประมาณ 10-30% จะพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง และพบมากเมื่ออายุมากขึ้น พบ ประมาณ 60% ในกลุ่มประชากรที่มีอายุ 60 ปี และมีปัญหาหยุดหายใจประมาณ 24% ระหว่างอายุ 30-60 ปี โดย พบในผู้ชาย 4% และผู้หญิง 2% และนอกจากในผู้ใหญ่ แล้วเรายังพบปัญหาหยุดหายใจในเด็ก 3% เราจะพบผู้ นอนกรนถึงครึ่งหนึ่งของ จํานวนประชากรทั่วไป เลยทีเดียว ถ้าการกรนเพียงอย่างเดียวคงจะไม่เป็นไรมาก แต่ ก็มีสิ่งที่เราไม่คาดคิดว่าการกรนจะชักพามาสู่ร่างกายเราได้เลย 

มารู้จักภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับกันดีกว่า
โดยปกติคนทั่วไปมีการหายใจอย่างสมํ่าเสมอ ในขณะตื่นเพราะสมองมีการตื่นตัวกล้ามเนื้อทุกส่วนทํางานตามปกติ เมื่อเรานอนหลับ สมองและร่างกายเริ่มมีการผ่อนคลายกล้ามเนื้อทุกส่วนทํางานลดน้อยลง รวมทั้งกล้ามเนื้อหายใจ ทําให้หายใจไม่สมํ่าเสมอในขณะหลับ แต่ต้องไม่มีผลกระทบต่อการทํางานของสมอง และร่างกายในระบบอื่นๆ แต่ภาวะการหยุดหายใจที่มีช่วงเวลานานกว่า 10 วินาที และหยุดหายใจเป็นร้อยๆครั้งต่อคืน ร่วมกับมีภาวะขาด ออกซิเจนในแต่ละคืนขณะนอนหลับ ทําให้สมองต้องคอยปลุกตัวเองให้ตื่นอยู่เสมอ พอจะหลับลึกการหายใจก็เริ่ม ขัดข้องอีก ต้องคอยปลุกให้ตื่นตัวอยู่ตลอด เป็นอย่างนี้ซํ้าแล้วซํ้าอีกตลอดทั้งคืน เป็นผลให้เกิดปัญหาการนอนหลับ เรื้อรังสะสมตลอดมา

     ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับสามารถจําแนกตามสาเหตุการเกิดโรคได้ 2 ประเภท คือ
 1. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการอุดกั้น (Obstructive Sleep Apnea : OSA) เป็นลักษณะอาการที่พบเห็นบ่อย ที่สุด เกิดเนื่องจากการอุดกั้นช่องทางเดินหายใจในผู้ป่วย ที่มีช่องคอแคบ มีสาเหตุจากกล้ามเนื้อบริเวณรอบคอ หย่อนตัวหรือคลายตัว มีเนื้อเยื่อบริเวณคอมากเกินไป มีความผิดปกติของกระดูกขากรรไกร ต่อมทอนซิลโต พบมากในคนอ้วน
 2. ภาวะหยุดหายใจเนื่องจากระบบควบคุมการหายใจไม่ปกติ (Central Sleep Apnea) เกิดเนื่องจากกลไกการ ควบคุมระบบหายใจบกพร่อง โดยที่ไม่มีความผิดปกติในบริเวณช่องว่างลําคอของผู้ป่วย เช่น ผู้ป่วยที่มีโรค หลอดเลือดสมองบริเวณก้านสมอง หรือผู้ป่วยที่ขาดออกซิเจนเรื้อรัง เป็นต้น

     ภาวะหยุดหายใจขณะหลับมีผลกระทบต่อสุภาพ ดังนี้ เนื่องจากสมอง และร่างกายขาดการนอนที่มี ประสิทธิภาพเป็นเวลานาน ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติ ในตอนกลางวัน หลับได้ตลอดเวลา ทั้ง ขณะประชุม รถติดไฟแดง บางรายถึงขนาดประสบอุบัติเหตุ เลยทีเดียว ความคิดความอ่านถดถอย ความจําไม่ดี ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ โมโหง่าย หงุดหงิด หากเกิดภาวะหยุดหายใจเป็นเวลานานๆ ขาดออกซิเจนนานๆ ส่งผลให้ เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว อัมพาต โรคความดันโลหิตสูง ทําให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้

     ปัจจัยเสี่ยงกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
 1. เพศ พบว่าชายมีโอกาสเป็นมากกว่าหญิง 6.5%
 2. อายุ เมื่อมีอายุมากขึ้น พบว่าผู้ป่วยมีการหยุหายใจมากขึ้น
 3. คนนอนกรนพบว่ามีโอกาสเกิดได้มากกว่าคนที่ไม่กรน
 4. ความอ้วน จากการศึกษาพบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วยเป็นคนอ้วน ผู้ป่วยที่อ้วนมีโอกาสเกิดการ หยุดหายใจขณะนอนหลับมากกว่าคนทั่วไป 3.3 เท่า
 5. การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดการหายใจ ส่วนบุหรี่ทําให้เกิดคอ หอยอักเสบ มีการหนาตัวของเนื้อเยื่อ ทําให้ทางเดินหายใจแคบลง มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรค
 6. การใช้ยา ยาบางชนิดที่กดศูนย์การหายใจ กดประสาทส่วนใหญ่ มีผลทําให้ภาวะหยุดหายใจได้
 7. โรคประจําตัว พบว่าบางโรคมีโอกาสเกิดภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับได้ เช่นกัน

     รู้ได้อย่างไรว่ามีภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ หากพบว่าคนรอบข้างมีอาการง่วงนอนมากผิดปกติ นอนกรน เป็นประจํา เวลานอนมีอาการเหมือนหายใจไม่สะดวก หรือสังเกตว่าบางครั้ง หยุดหายใจก็มีโอกาสเป็นโรคภาวะ หยุดหายใจขณะนอนหลับได้ เรามาลองตรวจเช็คกันดีกว่าว่าคุณ และคนรอบข้างมีอาการเหล่านี้หรือไม่ ถ้ามีควรเข้า รับคําแนะนําจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้แล้ว
        - กรนดังเป็นประจํา
        - ตื่นเช้าพร้อมอาการปวดศีรษะ
        - อารมณ์แปรปรวน โกรธง่าย ขี้หงุดหงิด
        - ขี้หลง ขี้ลืม ความจําถดถอย
        - ชอบตื่นกลางคืน มากลางดึก และหลับต่อยาก
        - นอนหลับ ไม่เป็นสุข กระสับกระส่าย
        - มักตื่นขึ้นมาด้วยอาการอ่อนล้า ไม่สดใส 
        - ชอบเผลอหลับขณะทํางาน ประชุม อ่านหนังสือ นั่งเรียน
        - ไม่มีสมาธิในการทํางาน การเรียน
        - สมรรถภาพทางเพศลดลง

ลองมาทําแบบทดสอบ Epworth Sleepiness Scale (ESS) แล้วให้คะแนนกับระดับความง่วง เหงาหาวนอน หรืองีบหลับของคุณตามสถานการณ์ต่างๆ กันดีกว่าโดยให้คะแนนดังนี้

                           0 = ไม่ง่วง                    1 = มีโอกาสง่วง
                           2 = มีโอกาสง่วงปานกลาง  3 = ง่วงนอนง่ายมาก
                 ผล   คะแนน   น้อยกว่า 8 หมายถึง ปกติ
                      คะแนน 8-11 หมายถึง มีอาการหยุดหายใจขณะหลับ ความรุนแรงระดับเล็กน้อย
                      คะแนน 12-15 หมายถึง มีอาการหยุดหายใจขณะหลับ ความรุนแรงระดับปานกลาง
                      คะแนน มากกว่า 15 หมายถึง มีอาการหยุดหายใจขณะหลับ ความรุนแรงระดับมาก
      นอกจากนี้ แล้วยังมีวิธีการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอนสามารถทําได้โดยการตรวจที่เรียกว่า “Polysomnography” หรือที่เรียกกันคุ้นหู ว่า “Sleep Test” ซึ่งเป็นการตรวจวินิจฉัย และประเมินผลหลังการรักษาได้เป็นการตรวจระบบ ต่างๆ ของร่างกาย จะประกอบไปด้วย
 1. คลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) เพื่อตรวจหาระดับความลึกของการนอนหลับ
 2. คลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เพื่อตรวจดูการเปลี่ยนแปลงการทํางานของหัวใจ
 3. คลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (EMG) เพื่อตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของแรงตึงตัวของกล้ามเนื้อคางและขา 
 4. คลื่นไฟฟ้าของตา (EOG) เพื่อตรวจหาระดับของการนอนหลับ
 5. การตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด (SpO2)
 6. การตรวจวัดการไหลของลมหายใจที่ผ่านเข้าออกทางจมูก และปาก (Airflow)
 7. การตรวจวัดการเคลื่อนไหวของอก และท้อง (Chest / Abdomen Effort)
 8. การตรวจวัดท่าทางการนอน (Body Position) 

     ซึ่งการตรวจวิธีนี้ จะต้องตรวจในเวลากลางคืน โดยผู้ป่วยต้องไปนอนที่ห้องตรวจ เป็นระยะเวลาประมาณ 6-8 ชม. จากการตรวจนี้แพทย์จะทําการประมวลข้อมูล และวินิจฉัยได้จากการตรวจ และยังสามารถบอกความรุนแรง ของอาการได้ 

การรักษาโรคหยุดหายใจขณะหลับ 
     ในปัจจุบันผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษามากมาย ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และความต้องการของผู้ป่วย โดยต้องได้รับคําแนะนํา จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเข้ารับการรักษา หลังจากได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เรียบร้อยแล้ว แนวทางการรักษา มีดังนี้ 
 1. รีบปรึกษาแพทย์ เมื่อมีข้อสงสัยว่ามีอาการ หรือมีอาการหยุดหายใจขณะนอนหลับ
 2. แพทย์พิจารณาแนวทางการรักษาจากความรุนแรงของโรค และสาเหตุของโรค
 3. กรณีผู้ป่วยมีความผิดปกติชัดเจนบริเวณช่องทางเดินหายใจส่วนบน เช่น ต่อมทอนซิลโตมาก หรือเพดาน อ่อนยาวผิดปกติ แพทย์อาจทําการผ่าตัดแก้ไขความผิดปกติ ดังกล่าว
 4. การรักษาทั่วไป ได้แก่ การลดและควบคุมนํ้าหนัก หลีกเลี่ยงหรืองดการดื่มแอลกอฮอล์ และการสูบบุหรี่ หยุดใช้ยากดประสาท ยานอนหลับ การจัดท่าการนอนหลับ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนเสียใหม่ การใส่อุปกรณ์เสริมในปาก เป็นต้น
 5. การรักษาด้วยการผ่าตัด วัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้ช่องทางเดินอากาศส่วนบนกว้างขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดการ อุดกั้นจนเกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้
 6. การรักษาด้วยเครื่องผลิตแรงดันบวกต่อเนื่อง (CPAP = Continuous Positive Airway Pressure) เพื่อช่วย ในการเปิดช่องทางเดินของอากาศให้กว้างขึ้น ทําให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอขณะนอนหลับ ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้ผลอย่างแน่นอน และดีที่สุดสําหรับภาวะหยุดหายใจ ซึ่งการตั้งระดับแรงดันที่ เหมาะสมควรกระทําโดยแพทย์ หรือได้รับคําแนะนําจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน ในผู้ป่วยบางรายที่อาจ ไม่เหมาะสมที่จะใช้เครื่อง CPAP เนื่องจากอ้วนมากๆ หรือต้องใช้แรงดันสูงมากในการรักษาซึ่งผู้ป่วย มักจะทนแรงดันไม่ได้ การใช้เครื่องความดันบวก แบบสองระดับ (BiPAP = Bi-level Positive Airway Pressure) จะทําให้ผู้ป่วยรู้สึกหายใจได้สบายขึ้น และไม่อึดอัด 

การรักษาด้วย เครื่อง CPAP
     เป็นการบําบัดรักษาโดยการส่งแรงดันลม เข้าสู่ระบบทางเดินหายใจทีละน้อย โดยผ่านหน้ากากขณะนอน หลับ และส่งผ่านไปตามทางเดินอากาศ ป้องกันทางเดินหายใจของคุณจากการถูกปิดกั้นโดยเนื้อเยื่อ ดังนั้น อากาศ สามารถถ่ายเทเข้าออกปอดได้อย่างสะดวกสบาย CPAP เป็นวิธีที่สามารถบําบัดรักษาอาการหยุดหายใจขณะนอน หลับ ที่ได้รับการแนะนําจากแพทย์มากที่สุด โดยมากแล้วผู้ใช้จะมีอาการทุเลา และดีขึ้นทันทีที่ได้รับการบําบัดรักษา โดย CPAP และรักษาได้ผลดีประมาณร้อยละ 80-90 %
     เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวกต่อเนื่อง แบบอัตโนมัติ หรือ Auto CPAP เป็นวิธีการบําบัด รักษาอาการหยุด หายใจขณะนอนหลับที่พัฒนาจากเครื่อง CPAP ดังนั้น ปัญหาของท่าทางการนอน และปัญหาของการอึดอัดขณะใช้ เครื่องจึงไม่เกิดขึ้น เพราะเครื่องจะปรับแรงดันตามความต้องการของผู้ใช้ในขณะนั้นๆ 

     การบําบัดรักษา โดยแรงดันลม บวก 2 ระดับ (Bi-level Positive Airway Pressure : BiPAP)
     การบําบัดรักษาโดยใช้แรงดันบวก 2 ระดับ โดย BiPAP Systems เหมือนกับการบําบัดรักษาโดย CPAP คือ อากาศบริสุทธิ์จะส่งผ่านทางหน้ากาก ส่วนที่แตกต่าง คือ การบําบัดรักษา โดยการนําส่งแรงดันลม 2 ระดับ คือ
 1. ขณะหายใจเข้า (IPAP) เครื่องจะสร้างแรงดันผ่านทางหน้ากาก ทําให้หายใจสะดวก และโล่งขึ้นคล้ายกับ CPAP
 2. ขณะหายใจออก (EPAP) เครื่องจะผ่อนแรงดันลง เพื่อลดแรงต้านในการหายใจออกของผู้ใช้ 

     ระบบการนําส่งอากาศ 2 ระดับ การรักษาโดย CPAP เพราะเครื่องจะทํางานคล้ายการหายใจจริง เหมือนกับเป็นการ หายใจของคุณเอง ทําให้รู้สึกสบายในขณะที่ใช้เครื่องเป็นเวลานานๆ 

ผลที่ได้รับจากการใช้เครื่อง CPAP และ BiPAP
     - ผู้ป่วยที่มีอาการนอนกรน และหยุดหายใจขณะหลับ อาการและความรุนแรงต่างๆจะลดลง คือ การกรน ลดลง การหยุดหายใจลดลง หายใจได้เป็นจังหวะ สมํ่าเสมอ การตื่นตัวขณะนอนหลับลดลงทําให้หลับได้ ต่อเนื่อง การง่วงนอนมากผิดปกติในตอนกลางวันลดลง ได้ผลเร็วภายใน 2-3 วัน ผู้ป่วยยิ่งมีอาการมาก การ รักษาด้วยเครื่องจะได้ผลชัดเจน ความดันโลหิต การทํางานของหัวใจดีขึ้น ใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน
     - ลดการคั่งของคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ลดความดันเลือดในปอดลดลง ลดการบวมของเนื้อเยื่อบริเวณ จมูกและคอ เลือดที่เข้มข้นหนืดผิดปกติลดความเข้มลง
     - อัตราการเสียชีวิตลดลงเนื่องจากสมองช่วยกระตุ้นทางเดินหายใจช่วงบน เพิ่มออกวิเจนให้ไหลเวียนได้ดี ขึ้นความต้านทานของทางเดินหายใจลดลง การทํางานของกล้ามเนื้อคอหอยดีขึ้น และลดอุบัติเหตุจากการ ทํางาน และการขับรถยนต์ได้ 
     - ปัญหาทางสุขภาพจิตดีขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น การนอนหลับดีขึ้น ปวดศีรษะลดลง การทํางานดีขึ้น ความ ต้องการทางเพศที่เคยเสื่อมถอยดีขึ้น กระฉับกระเฉงขึ้น ไม่จําเป็นต้องใช้ยารับประทานก็ดีขึ้นได้ 

        ที่นี้เราก็ทราบความจริงกันแล้วว่า การนอนกรนนั้นไม่ได้หมายถึงการนอนหลับที่ดี ที่มีคุณภาพ แต่ หมายถึงการนอนหลับที่ไร้คุณภาพ ยิ่งมีการกรนอยู่บ่อยครั้ง และนานเป็นเวลาหลายปี เกิดเป็นปัญหาสะสมเรื้อรังจน ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกายเราได้ ทําให้เราเสียชีวิตก่อนวัยอันสมควร ได้เช่นกัน ฉะนั้นอย่ามองข้ามไป
รู้อย่างนี้แล้ว รีบเข้ารับคําแนะนําจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันเถอะนะ